2008/Jan/26

ผมเิองก้อแพ้ยุงมากๆ จะไม่ฆ่า เพราะพยายามถือศีล แต่บางทีก็อดไม่ได้ ช่วงนี้มักจะจับใส่ขวดเพราะมันรบกวนการนอน ตื่นเช้าค่อยเอาไปปล่อย แต่หลังๆมันมากัดมากจับได้ทีไรต้องแกล้งมันก่อน(ด้วยการเขย่า) บางครั้งลืมปล่อยตายไปก็มี

ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายอธิบายมาตามหลักกฎแห่งกรรมก็มีเหตุผล เคยได้ยินว่าคนเรามีเมตตาอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องประกอบด้วยปัญญาด้วย ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี

ขอเสนอวิธีแก้แบบนักแก้ปัญหา

1. ซื้อเสื้อกันยุงนาโน อันนี้ยังไม่เคยลองใช้ แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสล่ะก้อไม่พลาด
2. ซื้อเครื่องดักจับยุงแบบพัดลมเป่า พึ่งซื้อมาวันนี้ ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ผล
3. ทายากันยุง เราเองก็ไม่ได้ชอบกลิ่นมาก บางทียุงมันหิวจิงมันก้อกัด
4. เอามุ้งมากาง อันนี้อึดอัดแต่ได้ผลจิง
5. ไล่ยุงด้วยเสียงความถี่สูง ไม่เคยมีใครบอกว่าได้ผล แม้แต่ตัวผมเอง
...

สรุปผมเองยังไม่เจอวิธีที่ effective

เอางี้ ขอเอาหลัีกอริยสัจ4มาแก้ไขปัญหา

ทุกข์ ทางกาย และส่งผลไปถึงใจ อันเนื่องมาจากยุงกัด

สมุทัย เพราะใจไปยึดกับกายหยาบว่าเป็นของเรา มีเราเป็นผู้คัน อันนี้จะลึกไป แต่สาเหตุอีกมุมก้อคือมาจากเจ้ายุงร้าย มันมีเลือดเราเป็นอาหาร


นิโรธ เราไม่โดนยุงเบียดเบียน และเราก็ไม่เบียดเบียนมัน


มรรค จำกัดการแพร่พันธุ์ของยุง ป้องกันไม่ให้มันเข้ามาในบริเวณ หากมันเข้ามามีกลไกลหลอกล่อให้มันออกไป หรือ ทำให้ยุงมันอิ่มซะ หรือ หาสิ่งที่ยุงไม่ชอบ หรือศัตรูยุงตามธรรมชาติมาช่วยเรา

และแล้วหลังจากการ search wiki! แมงปอนี่เองกินยุง

เดี๋ยวผมจะหามันมาเลี้ยงให้เยอะๆเลย
มิน่าล่ะ แถวบ้านผมพึ่งถมคลอง แมงปอเลยหายไปเยอะ

เอาล่ะ ใครมีไอเดียไรดีกว่านี้ช่วยเมล์มาบอกหน่อยนะครับ

2008/Jan/18

เมื่อครั้งก่อน ตอนสมัย ม.5 ผมได้เข้าร่วมค่าย ซึ่งนับว่าเป็นค่ายแรกๆ ในชีวิตผมที่ผมได้เข้าร่วมกับเพื่อนต่างโรงเรียน เป็นที่แห่งความทรงจำ เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเปลี่ยนแปลงของชีวิตครั้งหนึ่ง

 

แต่สิ่งที่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะจำได้ คือคำพูดของพี่คนหนึ่ง เมื่อถึงคราวที่เค้าต้องมอบคำพูดให้เป็นกำลังใจแก่น้องรุ่นหลัง ที่กำลังจะออกไปเผชิญโลกต่างแดน พี่เค้าบอกให้ผมรักษาจิตใจอันนี้ ความรู้สึกอันนี้เอาไว้ รักษาความสดใส ความฝัน ความตั้งใจของเราไว้ให้ดี อย่าให้หายไปไหน

 

มาถึงวันนี้ เวลาผ่านมากว่า 6 ปีจนจะเข้าปีที่ 7 .. ผมเข้าใจแล้วครับว่าพี่หมายถึงอะไร ทำไมมันจึงได้ใช้เวลานานอย่างนี้กว่าผมจะเข้าใจสิ่งที่พี่บอกผม ผมเข้าใจเพราะผมมองตัวเองในกระจก แล้วตกใจกับตัวเองที่ได้เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ ผมไม่ใช่คนเดิมในค่ายวันนั้น..

 

ไตรลักษณ์ คือกฎแห่งธรรมชาติ ของความเสื่อม การเปลี่ยนแปลง และไร้แก่นสาร ไม่มีตัวตนอันจะยึดถือเอาได้เป็นสำคัญมั่นหมาย

 

 หากว่าการปฏิบัตทางพุทธศาสนาหมายถึงการบำเพ็ญเพียรให้เกิดซึ่งปัญญา เข้าใจในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ลดความยึดมั่นถือมั่นอันจะนำมาซึ่งความทุกข์ทางใจแล้ว เช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงไปของตัวตนย่อมต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติด้วยอย่างนั้นหรือ?

 

แต่หากว่าการปล่อยเป็นตามธรรมชาตินำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็คงไม่ถูกแน่ถ้าจะปล่อยไปเฉยๆ เพราะตัวเรามีแต่จะตกสู่ที่ต่ำลงๆ

 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า การเพียรพยายามรักษาสิ่งที่ต้องการรักษา การฝืนธรรมชาติฝ่ายต่ำ นั้นไม่เป็นกา่รทำการที่ขัดต่อกฎไตรลักษณ์หรือ?  คือยึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติ  ..

 

คำตอบคือ เมื่อเราเองเข้าใจในเบื้องต้นได้ว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งมีปัจจัยกระทบทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้ในรูปแบบต่างๆ ควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง การบรรลุถึงพัฒนาการสูงสุดนั้น เป็นหนึ่งในวิสัยของมนุษย์ที่จะพึงไปถึงได้ ด้วยความเพียร พยายามแล้วไซร้ เราก็จักเข้าใจว่าการกระทำอันดังกล่าวนั้น ไม่ได้ฝืนต่อกฏของธรรมชาติแต่ใดเลย

 

เพราะฉะนั้น การที่เราจะรักษาจิตใจของเรา ให้เหมือนเดิม ย่อมเป็นความเพียรพยายามที่ดี แม้ว่าสภาวะเหล่านั้นจักเป็นไตรลักษณ์ แต่ด้วยปัญญาที่เข้าใจในกฎไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว การยังให้บังเกิดซึ่งสิ่งอันดีงาม โดย "จิตว่าง" นั้น ย่อมไม่สามารถก่อทุกข์ให้กับผู้เพียรรักษาความดี ดุจเกลือรักษาความเค็มได้เลย

 

ขอทุกคน อย่าลืมจิตใจที่ดีงามที่เคยมี  หมั่นสร้างสมปัญญา และเรียนรู้ชีวิตด้วยจิตใจที่ผ่องใสกันเถิด

2008/Jan/01

สำหรับคนวัย 24 อย่างผม คำๆนี้คงยังไม่แสลงหูนัก เพราะการทำผิดพลาดเมื่อวัยรุ่นนั้นเป็นสิ่งทีี่ให้อภัยได้ ด้วยความไม่รู็ของตัวเองบ้าง ด้วยสภาพแวดล้อมบ้าง แต่สำหรับคนวัยสามสิบขึ้นไปแล้ว ผมเองคงจินตนาการไม่ออกว่าจะสามารถให้อภัยกับความผิดพลาดของตัวเองได้มากแค่ไหน บางคนประสบความสำเร็จ บางคนประสบความล้มเหลว และบางคนก็ต้องเริ่มต้นใหม่

 

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ของผมจึงเป็นเพียงคำที่ดูจะไม่ไกลเกินตัว และให้กำลังใจในการสร้างสิ่งใหม่ๆที่ดีขึ้นสำหรับปีใหม่นี้

ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่สอนให้คนเราอย่าได้ทำให้ใครหมดกำลังใจ.. เพราะเขาอาจเหลือมันอยู่เพียงเท่านั้น  

 

ถ้าเมื่อครั้งที่พ่อของผม ประสบปัญหาทางการเงิน และไม่มีแม่คอยให้กำลังใจ เข้าใจ ผมคงไม่สามารถจินตนาการได้ว่าวันนี้ของผมจะเป็นเช่นไร

 

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญนะครับ ยิ่งสำหรับคนที่กำลังเตาะแตะหัดเดิน คนที่กำลังหัดวิ่ง คนที่หกล้ม คนที่กำลังจะเดินไม่ไหว

 

ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ .. แค่คำนี้ไม่พอหรอกครับที่จะทำให้ใครลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาชีวิต หรือมุ่งก้าวไปสู้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ .. มันยังต้องการคำพูดอย่างที่ว่า "พ่อเชื่อว่าลูกทำได้" "คุณจะต้องทำได้แน่" "แม่จะคอยเป็นกำลังใจให้" "หนูจะคอยเอาใจช่วยนะคะ" แม้ว่ามันจะไม่ได้เอื่อนเอ่ยออกมาทางปาก แต่ถ้าโดยการกระทำล่ะก็ เราน่าจะต้องเห็นมันเ้ข้าบ้างแหละ

 

แต่ถ้าคุณมองหามันไม่เจอก็ไม่ต้องท้อใจนะครับ อย่างน้อยๆการที่คุณได้มาอ่านบทความของผมนี้ ก็นับว่าคุณเป็นคนโชคดีคนหนึ่งที่เคยได้รับความรัก การเลี้ยงดู จากหลายต่อหลายคน ประสานรวมกันขึ้นมาไม่มากก็น้อย  บางทีอาจถึงเวลาที่เราจะสร้่างสิ่งเหล่านั้น และเริ่มมอบให้กับคนอื่นต่อไปใช่มั้ยครับ

 

เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า เพื่อตัวเราเอง เพื่อคนที่เรารัก เพื่อโลกที่ดีกว่าวันนี้ เพื่อวันนี้ เพื่อตอนนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้ ที่เราจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง และบอกกับตัวเองดังๆว่า "สู้โว้ย" สวัสดีปีใหม่ครับ